ตั้งราคาร้านเกษตรหลายระดับ - ปลีก สมาชิก ส่ง และยกลัง
ร้านเกษตรขายคนละราคาให้ลูกค้าคนละกลุ่มเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าราคาอยู่ในหัวเจ้าของคนเดียว ลูกจ้างจะขายผิดและกำไรหาย บทความนี้สรุปวิธีวางโครงราคาหลายระดับให้ทั้งร้านใช้ได้เหมือนกัน
ร้านเกษตรแทบทุกร้านขายสินค้าตัวเดียวกันในหลายราคา ลูกค้าขาจรราคาหนึ่ง เกษตรกรประจำอีกราคา ร้านที่ซื้อไปขายต่ออีกราคา และถ้ายกทั้งลังก็ลดให้อีก
เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา มันคือกลไกที่ทำให้ร้านแข่งขันได้ ปัญหาเกิดตอนที่โครงราคานี้อยู่ในหัวเจ้าของคนเดียว แล้ววันหนึ่งเจ้าของไม่อยู่หน้าร้าน
อาการที่บอกว่าโครงราคายังไม่เป็นระบบ
- ลูกจ้างต้องโทรถามทุกครั้งที่ลูกค้าประจำมาซื้อ
- ลูกค้ารายเดิมได้ราคาไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง แล้วมาทักทีหลัง
- มีสมุดหรือกระดาษแปะข้างเครื่องคิดเงินไว้ดูราคาพิเศษ
- ไม่รู้ว่าที่ลดไปครั้งล่าสุดยังเหลือกำไรหรือไม่
อาการสุดท้ายอันตรายที่สุด เพราะการลดราคาที่ต่ำกว่าทุนไม่ได้ส่งเสียงเตือนอะไรเลยในตอนที่กดขาย
วางระดับราคาเท่าไรดี
สี่ระดับครอบคลุมร้านเกษตรส่วนใหญ่ ควรเริ่มจากน้อยไว้ก่อนแล้วค่อยเพิ่ม เพราะยิ่งมีระดับมาก คนหน้าร้านยิ่งเลือกผิดง่าย
| ระดับ | ใช้กับใคร | หลักการตั้ง |
|---|---|---|
| ปลีก | ลูกค้าทั่วไป ขาจร | ราคาป้าย ตั้งเป็นฐานของทุกระดับ |
| สมาชิก | เกษตรกรที่ซื้อประจำ | ลดจากปลีกเล็กน้อย เน้นให้กลับมาซื้อซ้ำ |
| ขายส่ง | ร้านที่ซื้อไปขายต่อ | ต้องเหลือช่องให้เขาไปบวกต่อได้ |
| ยกลัง / ยกกระสอบ | ซื้อครั้งละมาก ไม่จำกัดว่าเป็นใคร | คิดจากส่วนที่ประหยัดได้จริง เช่น ไม่ต้องแกะแบ่ง |
ระดับ "ยกลัง" ต่างจากอีกสามระดับตรงที่ผูกกับปริมาณ ไม่ใช่ผูกกับตัวลูกค้า ถ้าระบบแยกสองแนวคิดนี้ได้ จะตั้งราคาได้ตรงกว่าการยัดทุกอย่างเป็นส่วนลดรายบิล
ตั้งราคาจากต้นทุน ไม่ใช่จากราคาคู่แข่งอย่างเดียว
วิธีที่พบบ่อยคือดูว่าร้านข้าง ๆ ขายเท่าไรแล้วตั้งให้ต่ำกว่านิดหน่อย ซึ่งใช้ได้ในระยะสั้น แต่ไม่บอกว่าเหลือกำไรเท่าไร
หลักที่ควรมีติดตัวคือ กำไรขั้นต้น ซึ่งคำนวณจากราคาขายลบต้นทุนสินค้า แล้วเทียบเป็นสัดส่วนของราคาขาย
ตัวอย่าง ยาคุมหญ้าต้นทุนขวดละ 320 บาท
| ราคาขาย | กำไรต่อขวด | กำไรขั้นต้น |
|---|---|---|
| 450 | 130 | 28.9% |
| 420 | 100 | 23.8% |
| 390 | 70 | 17.9% |
| 350 | 30 | 8.6% |
พอเห็นเป็นตัวเลขแบบนี้ คำถาม "ลดให้เขา 60 บาทได้ไหม" จะเปลี่ยนเป็น "ลด 60 บาทแล้วเหลือ 17.9% เรารับได้ไหมกับลูกค้ารายนี้" ซึ่งตอบง่ายกว่ามาก
ต้นทุนที่ใช้ควรเป็นต้นทุนล่าสุดที่รับของเข้ามาจริง ไม่ใช่ราคาที่จำได้จากปีก่อน ราคาปุ๋ยและเคมีเกษตรผันผวนตามฤดูและอัตราแลกเปลี่ยน การใช้ต้นทุนเก่าทำให้คิดว่ายังกำไรอยู่ทั้งที่ขาดทุนไปแล้ว
ราคากับหน่วยนับต้องคิดคู่กัน
จุดที่ร้านเกษตรพลาดบ่อยเป็นพิเศษคือการตั้งราคาต่อหน่วยย่อยด้วยการหารเอาเอง
สมมติยาขวดหนึ่งลังมี 12 ขวด ต้นทุนลังละ 3,840 บาท ถ้าจะขายปลีกเป็นขวด การหาร 3,840 ด้วย 12 ได้ 320 บาทพอดี แต่กรณีที่หารไม่ลงตัว การปัดเศษที่ราคาต่อขวดก่อนแล้วค่อยคูณกลับ จะทำให้ยอดเพี้ยนจากที่ควรเป็น
หลักที่ถูกคือ คูณก่อนปัด ไม่ใช่ปัดก่อนคูณ ระบบที่จัดการเรื่องนี้ให้จะคำนวณยอดรวมของบรรทัดจากราคาเต็มคูณจำนวนแล้วค่อยปัดครั้งเดียว ส่วนร้านที่คิดด้วยเครื่องคิดเลขมักปัดตั้งแต่ราคาต่อหน่วย ซึ่งสะสมเป็นส่วนต่างเมื่อขายจำนวนมาก
อ่านเรื่องการตั้งหน่วยฐานได้ที่นับสต็อกร้านเกษตรให้ตรง
ให้ลูกจ้างขายได้โดยไม่ต้องโทรถาม
โครงราคาจะมีประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อคนหน้าร้านใช้ได้เอง สิ่งที่ต้องมี
- ผูกระดับราคาไว้กับตัวลูกค้า เมื่อเลือกลูกค้ารายนั้น ราคาที่ถูกต้องขึ้นเอง ไม่ต้องจำ
- กำหนดเพดานส่วนลดตามบทบาท แคชเชียร์ลดได้ถึงระดับหนึ่ง เกินกว่านั้นต้องให้ผู้จัดการอนุมัติ
- เก็บประวัติว่าใครลดให้ใครเท่าไร เพื่อทบทวนได้ว่าส่วนลดที่ให้ไปทั้งเดือนคุ้มกับยอดที่ได้เพิ่มหรือไม่
- แสดงเตือนเมื่อราคาต่ำกว่าทุน อย่างน้อยให้คนกดขายรู้ตัวก่อนปิดบิล
ข้อสี่คือสิ่งที่แยกระหว่างระบบที่บันทึกราคากับระบบที่ช่วยรักษากำไร
ทบทวนราคาเป็นรอบ ไม่ใช่ตอนเจอปัญหา
ราคาต้นทุนขยับตลอด แต่ราคาขายมักถูกลืมไว้ที่เดิม แนวทางที่ทำได้จริงคือตั้งรอบทบทวนไว้เลย
- ทุกครั้งที่รับของเข้าด้วยต้นทุนที่ต่างจากเดิมเกินที่กำหนดไว้ ให้ทบทวนราคาขายของรายการนั้น
- ต้นฤดูกาลหลักของพื้นที่ ทบทวนสินค้ากลุ่มที่จะขายดีในฤดูนั้น
- ทุกไตรมาส ดูรายการที่กำไรขั้นต้นต่ำที่สุดสิบอันดับ แล้วตัดสินใจว่าจะขึ้นราคา เจรจาต้นทุนใหม่ หรือเลิกขาย
สรุป
โครงราคาหลายระดับไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ต้องออกจากหัวเจ้าของมาอยู่ในระบบที่ทั้งร้านเห็นเหมือนกัน สามอย่างที่ควรมีคือ ระดับราคาที่ผูกกับลูกค้า ตัวเลขกำไรขั้นต้นที่ดูได้ตอนตัดสินใจ และเพดานส่วนลดที่ชัดสำหรับลูกจ้าง
เมื่อครบสามอย่างนี้ การขายจะไม่ต้องรอเจ้าของ และส่วนลดที่ให้ไปจะเป็นการตัดสินใจ ไม่ใช่การเดา ดูความหมายของราคาหลายระดับและกำไรขั้นต้นเพิ่มเติม