AgriShop เทียบกับโปรแกรมบัญชีออนไลน์ - คนละงานหรือใช้แทนกันได้

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกใบกำกับภาษีและปิดงบได้ดี แต่ไม่ได้ออกแบบมาคุมสต็อกหน้าร้านรายล็อต บทความนี้แยกให้ชัดว่างานไหนเป็นของใคร และร้านเกษตรควรใช้ตัวเดียวหรือใช้คู่กัน

คำถามที่เจ้าของร้านถามบ่อยคือ "ในเมื่อใช้โปรแกรมบัญชีอยู่แล้ว ยังต้องมีระบบร้านอีกไหม" คำตอบขึ้นกับว่างานส่วนไหนของร้านที่ยังทำด้วยมืออยู่

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ เครื่องมือสองกลุ่มนี้ตอบคนละคำถาม โปรแกรมบัญชีตอบคำถามของกรมสรรพากรและของผู้ถือหุ้น ส่วนระบบบริหารร้านตอบคำถามของคนที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ตอนนี้

ภาพรวมการเปรียบเทียบ

ด้านโปรแกรมบัญชีออนไลน์AgriShop
คำถามหลักที่ตอบปีนี้กำไรเท่าไร ยื่นภาษีอย่างไรตอนนี้ของเหลือเท่าไร ขายราคาไหน ใครค้างเท่าไร
ออกใบกำกับภาษี / ใบเสร็จทำได้ครบตามรูปแบบสรรพากรออกใบเสร็จและใบกำกับภาษีจากการขายหน้าร้าน
ขายหน้าร้านแบบสแกนเร็วไม่ใช่งานหลัก มักคีย์ทีละรายการเป็นงานหลัก สแกนบาร์โค้ด ปิดบิลไว
สต็อกรายล็อตและวันหมดอายุส่วนใหญ่คุมได้ระดับรายการ ไม่ถึงระดับล็อตบันทึกรายล็อต ตัดตามวันหมดอายุ (FEFO)
หนึ่งสินค้าหลายหน่วยนับมักตั้งได้หน่วยเดียวต่อรายการตั้งอัตราแปลงหน่วยได้ในรายการเดียว
ลูกหนี้การค้าบันทึกเป็นยอดตามใบแจ้งหนี้ ครบตามบัญชีผูกกับวงเงินรายลูกค้า เตือนก่อนเกินวงเงินตอนขาย
งบการเงิน / ปิดงบ / ยื่นภาษีเป็นงานหลัก ทำได้ครบไม่ได้ทำ ควรส่งข้อมูลให้ผู้ทำบัญชีต่อ
ข้อมูลประกอบวัตถุอันตรายไม่มีเก็บข้อมูลซื้อ-ขายไว้ให้ตั้งแต่ต้น

เส้นแบ่งที่ชัดที่สุด

โปรแกรมบัญชี สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ให้อยู่ในรูปที่กฎหมายต้องการ ส่วนระบบบริหารร้าน ควบคุมสิ่งที่กำลังจะเกิด ตอนพนักงานกำลังจะกดขายบิลถัดไป

ตัวอย่างที่เห็นความต่างชัด: ลูกค้าเดินเข้ามาขอซื้อเชื่ออีกหมื่นบาท

  • โปรแกรมบัญชีจะตอบได้ว่ารายนี้มียอดค้างตามใบแจ้งหนี้เท่าไร เมื่อคุณเปิดรายงานดู
  • ระบบบริหารร้านจะเตือนที่หน้าจอขายทันทีว่ายอดนี้ทำให้เกินวงเงินที่ตั้งไว้ ก่อนที่บิลจะถูกปิด

ทั้งสองอย่างถูกต้องทั้งคู่ แต่ตัวหลังคือสิ่งที่ป้องกันหนี้เสียได้จริงในจังหวะนั้น

ถ้าคำถามที่ทำให้คุณปวดหัวที่สุดคือ "ยื่นภาษีทันไหม" คำตอบคือโปรแกรมบัญชี ถ้าคือ "ของหายไปไหน ทำไมนับไม่ตรง" หรือ "ใครค้างเราอยู่บ้าง" คำตอบคือระบบบริหารร้าน

แนวทางที่ร้านส่วนใหญ่ลงตัว

ในทางปฏิบัติ ร้านที่มีนิติบุคคลและมีผู้ทำบัญชีมักใช้คู่กัน โดยแบ่งหน้าที่แบบนี้

  1. หน้าร้านใช้ระบบบริหารร้าน - ขาย ตัดสต็อก คุมล็อต คุมลูกหนี้ ออกใบเสร็จ
  2. ส่งยอดสรุปให้ผู้ทำบัญชีเป็นรอบ - ยอดขาย ยอดซื้อ ภาษีขาย ภาษีซื้อ ลูกหนี้คงเหลือ
  3. โปรแกรมบัญชีปิดงบและยื่นภาษี จากยอดสรุปนั้น

ร้านบุคคลธรรมดาที่ยังไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนมากใช้ระบบบริหารร้านตัวเดียว แล้วส่งข้อมูลให้ผู้ทำบัญชีเป็นไฟล์ตอนสิ้นปี ซึ่งก็เพียงพอ

กรณีที่โปรแกรมบัญชีตัวเดียวก็พอ

  • ร้านที่สินค้าน้อยและไม่มีวันหมดอายุ ไม่ต้องคุมสต็อกละเอียด
  • ร้านที่ขายส่งเป็นล็อตใหญ่ ออกใบแจ้งหนี้ทีละใบ ไม่มีการขายหน้าร้านแบบสแกนทีละบิล
  • ร้านที่มีเจ้าหน้าที่บัญชีประจำ และปริมาณบิลต่อวันน้อยพอจะคีย์เข้าโปรแกรมบัญชีตรงได้

สิ่งที่ควรถามก่อนตัดสินใจ

  • ต่อวันมีบิลกี่ใบ ถ้าเกินหลักสิบและต้องสแกนบาร์โค้ด การคีย์เข้าโปรแกรมบัญชีตรงจะช้าเกินไป
  • สินค้ามีวันหมดอายุหรือไม่ ถ้ามีและต้องคุมรายล็อต โปรแกรมบัญชีทั่วไปมักไม่ลึกพอ
  • ขายเชื่อบ่อยแค่ไหน ถ้าเป็นสัดส่วนใหญ่ ควรมีการเช็ควงเงิน ณ จุดขาย ไม่ใช่มารู้ตอนออกรายงาน

สรุปอย่างเป็นธรรม

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ไม่ได้แข่งกับระบบบริหารร้าน แต่ต่อกัน การเลือกที่ถูกจึงไม่ใช่ "เอาตัวไหน" แต่คือ "งานหน้าร้านของเรายังทำด้วยมืออยู่กี่ขั้น"

ถ้าคำตอบคือหลายขั้น และขั้นเหล่านั้นคือที่ที่ตัวเลขเริ่มเพี้ยน การเพิ่มระบบหน้าร้านจะคุ้มกว่าการพยายามดัดโปรแกรมบัญชีให้ทำงานที่มันไม่ได้ออกแบบมา อ่านต่อเรื่องVAT ของสินค้าเกษตรหรือดูแพ็กเกจและราคา