AgriShop เทียบกับโปรแกรม POS ร้านค้าปลีกทั่วไป

โปรแกรม POS ร้านค้าปลีกทั่วไปติดตั้งง่ายและราคาถูก แต่พอเอามาใช้กับร้านปุ๋ยยามักติดสามเรื่องเดิม คือหน่วยนับ วันหมดอายุ และขายเชื่อ บทความนี้เทียบทีละด้านพร้อมบอกว่ากรณีไหน POS ทั่วไปยังพอ

โปรแกรม POS สำหรับร้านค้าปลีกทั่วไป (ร้านสะดวกซื้อ ร้านของชำ ร้านเสื้อผ้า คาเฟ่) พัฒนามาดีและราคาเข้าถึงง่าย เจ้าของร้านเกษตรจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มจากตรงนี้ก่อน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล

บทความนี้ไม่ได้จะบอกว่า POS ทั่วไปไม่ดี แต่จะชี้ให้ชัดว่าสมมติฐานที่ POS กลุ่มนั้นตั้งไว้ตั้งแต่ต้น (หนึ่งสินค้า = หนึ่งหน่วย, ขายแล้วจบ, ทุกอย่างเสีย VAT) ไม่ตรงกับหน้างานร้านเกษตรตรงไหนบ้าง

ภาพรวมการเปรียบเทียบ

ด้านPOS ร้านค้าปลีกทั่วไปAgriShop
ขายเร็ว สแกนบาร์โค้ดทำได้ดี เป็นงานหลักที่ออกแบบมาทำได้เท่ากัน สแกนด้วยกล้องหรือเครื่องสแกน USB
หนึ่งสินค้าหลายหน่วย (ลัง/ขวด/กิโล)ส่วนใหญ่ต้องแยกเป็นคนละรายการ สต็อกไม่ผูกกันรายการเดียว ตั้งอัตราแปลงหน่วย ขายหน่วยไหนสต็อกลดถูก
ล็อตและวันหมดอายุมักไม่มี หรือมีแค่ช่องวันที่ให้จดเฉย ๆบันทึกรายล็อต ตัดล็อตใกล้หมดอายุก่อน (FEFO)
ราคาหลายระดับ (ปลีก/สมาชิก/ส่ง/ยกลัง)มักได้ระดับเดียว หรือทำเป็นส่วนลดรายบิลตั้งราคาต่อหน่วยต่อระดับ เลือกตอนขายได้ทันที
ขายเชื่อ + วงเงินลูกหนี้ปกติไม่มี ต้องไปจดต่อในสมุดหรือ Excelอยู่ในบิลเดียวกัน ระบบเช็ควงเงินให้ก่อนปิดการขาย
บิลที่มีทั้งสินค้ามีและไม่มี VATมักตั้งอัตราเดียวทั้งร้านแยกกลุ่มรายสินค้า คำนวณ VAT จากฐานรวมของกลุ่มที่เสียภาษี
ข้อมูลประกอบวัตถุอันตรายไม่มีเก็บข้อมูลซื้อ-ขายรายล็อตไว้ให้ตั้งแต่ต้น

สามเรื่องที่มักติดจริงเมื่อเอา POS ทั่วไปมาใช้

1. หน่วยนับ - แก้ด้วยการแยกรายการ แล้วสต็อกก็เพี้ยน

วิธีแก้ที่พบบ่อยที่สุดคือสร้าง "ยาฆ่าหญ้า 1 ลัง" กับ "ยาฆ่าหญ้า 1 ขวด" เป็นคนละสินค้า ตอนขายก็ใช้งานได้จริง แต่สต็อกสองรายการนี้ไม่รู้จักกัน พอแกะลังมาแบ่งขาย ต้องเข้าไปปรับยอดเองทั้งสองฝั่งทุกครั้ง ซึ่งเป็นงานที่ลืมง่ายที่สุดในร้าน

ผลปลายทางคือยอดในระบบกับของบนชั้นไม่ตรง และหาสาเหตุย้อนหลังไม่ได้เพราะไม่มีร่องรอยว่าใครแกะลังเมื่อไร อ่านวิธีวางหน่วยฐานให้ถูกได้ที่นับสต็อกร้านเกษตรให้ตรง

2. วันหมดอายุ - มีช่องให้กรอก ไม่เท่ากับบังคับให้หยิบถูกล็อต

POS บางตัวมีช่องวันหมดอายุให้ แต่เป็นข้อมูลระดับสินค้า ไม่ใช่ระดับล็อต แปลว่าเมื่อรับของล็อตใหม่เข้ามา วันหมดอายุเดิมจะถูกทับ และตอนขายระบบก็ไม่ได้เลือกล็อตให้

ร้านที่ขายยาเคมี ปุ๋ยน้ำ หรือเมล็ดพันธุ์ต้องการมากกว่านั้น คือระบบที่รู้ว่าของกองนี้มีกี่ล็อต ล็อตไหนหมดอายุเมื่อไร และตัดล็อตที่ใกล้หมดอายุที่สุดออกก่อนโดยอัตโนมัติ ดูขั้นตอนได้ที่จัดการสต็อกยาเกษตรด้วย FEFO

3. ขายเชื่อ - ส่วนที่ POS ทั่วไปไม่ได้ออกแบบมารองรับ

ร้านค้าปลีกทั่วไปเก็บเงินสดหน้าเคาน์เตอร์แล้วจบ POS จึงไม่มีแนวคิดเรื่องวงเงินลูกหนี้ อายุหนี้ หรือการรับชำระที่ตัดได้หลายบิล พอร้านเกษตรขายเชื่อให้เกษตรกรรอฤดูเก็บเกี่ยว ข้อมูลส่วนนี้จึงหลุดออกจากระบบไปอยู่ในสมุดอีกเล่ม

เมื่อยอดขายอยู่คนละที่กับยอดหนี้ การตอบคำถามง่าย ๆ อย่าง "รายนี้ค้างเท่าไร เกินวงเงินหรือยัง" ต้องเปิดสองที่มาบวกกันเอง อ่านวิธีคุมได้ที่ขายเชื่อยังไงไม่ให้หนี้สูญ

สามข้อนี้ไม่ใช่ข้อบกพร่องของ POS ทั่วไป แต่เป็นผลจากการที่มันออกแบบมาสำหรับร้านที่ขายชิ้นเดียวจบ เก็บเงินทันที และสินค้าไม่มีวันหมดอายุ ถ้าร้านของคุณตรงกับสมมติฐานนั้น POS ทั่วไปคือคำตอบที่คุ้มที่สุด

กรณีที่ POS ร้านค้าทั่วไปยังเหมาะกว่า

  • ร้านที่ขายเฉพาะอุปกรณ์และเครื่องมือ ไม่มีสินค้าที่มีวันหมดอายุ
  • ร้านที่เก็บเงินสดหรือโอนหน้าร้านทั้งหมด ไม่มีขายเชื่อเลย
  • ร้านที่ขายเฉพาะหน่วยเดียว ไม่มีการแกะลังแบ่งขาย
  • ร้านที่ต้องการฟีเจอร์เฉพาะทางค้าปลีกซึ่งไม่เกี่ยวกับงานเกษตร เช่น ระบบสมาชิกสะสมแต้มข้ามสาขาขนาดใหญ่

คำถามสั้น ๆ ที่ช่วยตัดสินใจ

ถ้าตอบ "ใช่" ตั้งแต่สองข้อขึ้นไป ระบบเฉพาะทางน่าจะคุ้มกว่าในระยะยาว

  1. มีสินค้าที่ซื้อเข้ามาเป็นลังหรือกระสอบ แล้วแบ่งขายเป็นขวดหรือกิโลหรือไม่
  2. มีสินค้าที่หมดอายุได้ และเคยมีของหมดอายุคาชั้นหรือไม่
  3. มีลูกค้าที่ซื้อไปก่อนแล้วจ่ายทีหลังหรือไม่
  4. ในบิลเดียวกันมีทั้งสินค้าที่เสีย VAT และไม่เสีย VAT หรือไม่
  5. ขายสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาตวัตถุอันตรายหรือไม่

สรุปอย่างเป็นธรรม

POS ร้านค้าปลีกทั่วไปทำงาน "ขายให้เร็ว" ได้ดีมากและมักถูกกว่า ถ้าร้านยังเล็กและขายสดเป็นหลัก การเริ่มจากตรงนั้นไม่ผิดเลย

จุดที่ควรพิจารณาเปลี่ยนคือเมื่อเวลาที่เสียไปกับการปรับยอดสต็อกข้ามรายการ การตามล็อตหมดอายุ และการกระทบยอดหนี้จากสมุดอีกเล่ม เริ่มมากกว่าค่าบริการของระบบเฉพาะทาง ลองเทียบกับวิธีอื่นที่ร้านนิยมใช้หรือดูแพ็กเกจและราคาก่อนตัดสินใจ