AgriShop เทียบกับการจ้างเขียนโปรแกรมร้านเอง - ต้นทุนที่มองไม่เห็น
จ้างเขียนระบบเองได้ของที่ตรงใจร้านที่สุด แต่ต้นทุนจริงไม่ได้จบที่ค่าพัฒนา บทความนี้เทียบตรงไปตรงมาทั้งเรื่องเวลา ค่าดูแลระยะยาว ความเสี่ยงคนหาย และบอกว่ากรณีไหนควรจ้างเขียนจริง ๆ
ร้านที่โตถึงจุดหนึ่งมักได้ข้อเสนอให้จ้างเขียนระบบเอง ด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้นมากคือ "จะได้ตรงกับร้านเราเป๊ะ" ซึ่งเป็นความจริง ระบบสั่งทำตรงกับกระบวนการของร้านได้มากกว่าระบบสำเร็จรูปเสมอ
แต่การเทียบที่เป็นธรรมต้องเทียบต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่แค่ราคาที่เสนอมาในใบเสนอราคาแผ่นแรก
ภาพรวมการเปรียบเทียบ
| ด้าน | จ้างเขียนเอง | AgriShop |
|---|---|---|
| ความตรงกับกระบวนการร้าน | ตรงที่สุด ออกแบบตามที่สั่งได้ | ตรงกับงานร้านเกษตรมาตรฐาน ปรับได้ในขอบเขตที่มี |
| เวลาจนได้ใช้จริง | นับเป็นเดือนถึงปี ขึ้นกับขอบเขต | สมัครแล้วเริ่มตั้งค่าได้ทันที |
| ต้นทุนก้อนแรก | สูง จ่ายก่อนได้ใช้ | เริ่มจากแพ็กเกจฟรี จ่ายเมื่อโตขึ้น |
| ค่าดูแลหลังส่งมอบ | ต้องมีสัญญาดูแลต่อ หรือจ้างเป็นครั้ง | รวมอยู่ในค่าบริการ |
| แก้บั๊ก / ปรับตามกฎหมายใหม่ | ต้องจ้างเพิ่มทุกครั้ง | อัปเดตให้ทุกร้านพร้อมกัน |
| ความเสี่ยงเมื่อผู้พัฒนาหายไป | สูง ถ้าไม่มีเอกสารและสิทธิ์ในซอร์สโค้ด | ไม่ผูกกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง |
| ฟีเจอร์ที่ร้านอื่นขอ | ไม่ได้ ต้องจ้างเองทุกอย่าง | ได้ประโยชน์จากสิ่งที่พัฒนาให้ร้านอื่น |
| กรรมสิทธิ์และการย้ายออก | เป็นของคุณถ้าระบุในสัญญา | ข้อมูลเป็นของร้าน ส่งออกเป็นไฟล์ได้ |
ต้นทุนสี่ก้อนที่มักไม่อยู่ในใบเสนอราคา
1. เวลาของเจ้าของร้านระหว่างพัฒนา
ระบบสั่งทำต้องมีคนบอกว่าร้านทำงานอย่างไร ซึ่งคนนั้นคือคุณ ช่วงเก็บความต้องการ ทดสอบ และแก้รอบสอง กินเวลาเจ้าของร้านมากกว่าที่คาดเสมอ และเป็นเวลาที่ไม่ได้ไปอยู่กับการขาย
2. ค่าดูแลหลังส่งมอบ
ซอฟต์แวร์ไม่ได้จบที่วันส่งมอบ เซิร์ฟเวอร์ต้องต่ออายุ ไลบรารีต้องอัปเดตตามช่องโหว่ความปลอดภัย มือถือรุ่นใหม่ออกแล้วหน้าจอเพี้ยน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เกิดขึ้นทุกปีไม่ว่าจะมีฟีเจอร์ใหม่หรือไม่
3. การเปลี่ยนตามกฎหมายและมาตรฐาน
รูปแบบใบกำกับภาษี อัตราภาษี ข้อกำหนดเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล และแบบฟอร์มที่หน่วยงานกำหนด เปลี่ยนได้ตลอด ระบบสำเร็จรูปจะอัปเดตให้ทุกร้านพร้อมกันเพราะต้นทุนถูกหารกัน ส่วนระบบสั่งทำต้องจ้างแก้เป็นรายครั้ง
4. ความเสี่ยงเรื่องคน
นี่คือความเสี่ยงที่ร้านเจ็บที่สุด ถ้าโปรแกรมเมอร์คนเดิมเลิกรับงาน ย้ายงาน หรือติดต่อไม่ได้ ระบบที่ยังทำงานอยู่จะกลายเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้ทันที
ถ้าตัดสินใจจ้างเขียน ให้ระบุในสัญญาให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า ซอร์สโค้ดเป็นของใคร ข้อมูลส่งออกในรูปแบบไหนได้บ้าง และมีเอกสารส่งมอบอะไรบ้าง สามข้อนี้คือสิ่งที่กำหนดว่าคุณจะย้ายไปหาคนอื่นดูแลต่อได้หรือไม่ในวันที่ต้องย้ายจริง
กรณีที่จ้างเขียนเองคุ้มกว่าจริง
การจ้างเขียนไม่ใช่ทางเลือกที่ผิด มันคุ้มชัดเจนในกรณีเหล่านี้
- กระบวนการของร้านต่างจากมาตรฐานอุตสาหกรรมจริง ๆ ไม่ใช่แค่ชอบหน้าจอแบบอื่น แต่คือขั้นตอนธุรกิจที่ไม่มีระบบไหนรองรับ
- ขนาดใหญ่พอจะมีทีมไอทีของตัวเอง มีคนดูแลต่อเนื่องได้ ไม่ผูกกับผู้รับจ้างรายเดียว
- ระบบนั้นคือความได้เปรียบทางธุรกิจ เช่น วิธีคิดราคาหรือวิธีจัดเส้นทางส่งของที่เป็นความลับของกิจการ
- ต้องเชื่อมกับระบบเดิมที่ซับซ้อน ซึ่งไม่มีทางเชื่อมด้วยการนำเข้าไฟล์ธรรมดา
ทางสายกลางที่มักได้ผล
หลายร้านลงตัวด้วยการเริ่มจากระบบสำเร็จรูปก่อน ใช้จริงสักฤดูกาล แล้วค่อยรู้ว่าอะไรที่ร้านต้องการจริงและอะไรที่คิดไปเองว่าต้องการ
ข้อดีคือรายการความต้องการที่ได้จากการใช้จริงจะแม่นกว่ารายการที่นั่งเขียนก่อนเริ่มมาก ถ้าถึงวันหนึ่งยังจำเป็นต้องจ้างเขียนจริง คุณจะเข้าสู่โครงการนั้นด้วยข้อมูลที่ชัดกว่าเดิมมาก และจะประหยัดกว่าการเดาตั้งแต่ต้น
สรุปอย่างเป็นธรรม
จ้างเขียนเองให้ของที่ตรงที่สุด แลกกับต้นทุนก้อนแรกที่สูง เวลารอที่นาน และภาระดูแลระยะยาวที่ตกกับร้าน ส่วนระบบสำเร็จรูปให้ของที่พร้อมใช้และมีคนดูแลต่อ แลกกับการที่ต้องปรับกระบวนการบางส่วนให้เข้ากับสิ่งที่ระบบทำได้
คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ "แบบไหนดีกว่า" แต่คือ "กระบวนการของร้านเราต่างจากร้านเกษตรทั่วไปมากพอที่จะจ่ายส่วนต่างนั้นหรือยัง" ถ้ายังไม่แน่ใจ ลองเริ่มจากแพ็กเกจฟรีดูก่อน หรืออ่านวิธีย้ายข้อมูลร้านเข้าระบบใหม่